Last updated: 27 ม.ค. 2569 | 20 จำนวนผู้เข้าชม |
บทความ: แร่เงินกับทิศทางเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21
ดร.ศุภชัย ปัญญาวีร์ อ.ธิปพล ช้างแย้ม อ.กาญจนาวรรณ์ ปัญญาวีร์
บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ คอนเซอร์เวชั่น เทคโนโลยี่ จำกัด
ลงวันที่ 27 มกราคม 2569
1. บทนำ: ทำไมแร่เงินจึงไม่ใช่โลหะธรรมดาอีกต่อไป
ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา แร่เงินถูกมองว่าเป็นเพียงโลหะมีค่ารองจากทองคำใช้เป็นเครื่องประดับ เหรียญกษาปณ์ และสินทรัพย์สะสมมูลค่า
อย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ 21 บทบาทของแร่เงินได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จาก“โลหะมีค่าเพื่อการลงทุน” ไปสู่ “ทรัพยากรยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่” การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) เศรษฐกิจดิจิทัล และเป้าหมาย Net Zero ได้ยกระดับแร่เงินให้กลายเป็นวัตถุดิบเชิงโครงสร้างที่ขาดไม่ได้ของอุตสาหกรรมโลกยุคใหม่
แร่เงินคือหัวใจของ
แผงโซลาร์เซลล์
รถยนต์ไฟฟ้า
Smart Grid
ระบบกักเก็บพลังงาน
เซมิคอนดักเตอร์
Data Center
AI และ IoT
กล่าวได้ว่า “โลกที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและข้อมูลคือโลกที่ขับเคลื่อนด้วยแร่เงิน”
2. บทบาทสองด้านของแร่เงิน (Dual Role)
สิ่งที่ทำให้แร่เงินมีเอกลักษณ์เหนือโลหะอื่น คือการทำหน้าที่ สองสถานะพร้อมกัน ได้แก่
1. เป็นโลหะมีค่าและสินทรัพย์การลงทุน
2. เป็นวัตถุดิบเชิงอุตสาหกรรมที่ขาดไม่ได้
บทบาทสองด้านนี้ทำให้แร่เงินกลายเป็น “จุดตัด” ระหว่างตลาดการเงินกับเศรษฐกิจจริง ในเชิงการเงิน
แร่เงินถูกใช้เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ในช่วงที่
เงินเฟ้อสูง
ค่าเงินอ่อนค่า
ตลาดทุนผันผวน
เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือสงคราม
ในเชิงอุตสาหกรรม แร่เงินเป็นโลหะที่มีการนำไฟฟ้าสูงที่สุดในโลก และมีความเสถียรสูงมาก จึงถูกใช้ในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น
โซลาร์เซลล์
EV
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ผลเชิงโครงสร้างคือ ราคาของแร่เงินไม่ได้สะท้อนแค่ภาวะการเงิน แต่สะท้อนทิศทางของเศรษฐกิจโลกทั้งระบบพร้อมกัน
3. แร่เงินกับพลังงานสะอาดและ Net Zero
การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero คือ แรงขับเคลื่อนอุปสงค์แร่เงินที่สำคัญที่สุดในศตวรรษนี้
3.1 โซลาร์เซลล์
แผงโซลาร์เซลล์ 1 แผง
ใช้แร่เงิน ~15–25 กรัม
โรงไฟฟ้าโซลาร์ 1 เมกะวัตต์
ใช้แร่เงิน ~20–25 กิโลกรัม
อุตสาหกรรมโซลาร์กลายเป็นหนึ่งในผู้บริโภคแร่เงินรายใหญ่ที่สุดของโลก
3.2 รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Smart Grid
EV 1 คัน ใช้แร่เงินมากกว่ารถ ICE ~2–3 เท่า
สถานีชาร์จ EV, อินเวอร์เตอร์, Smart Grid
ล้วนต้องใช้แร่เงินจำนวนมาก
3.3 แร่เงินกับต้นทุนพลังงานสะอาด
แร่เงินเป็น “ต้นทุนเชิงโครงสร้าง” ของพลังงานสะอาดทั้งระบบ
เมื่อราคาเงินสูงขึ้น
→ ต้นทุนแผงโซลาร์เพิ่ม
→ ต้นทุน EV เพิ่ม
→ ต้นทุน Smart Grid เพิ่ม
→ ค่าไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพิ่ม
ผลคือ ราคาแร่เงิน = ตัวกำหนดความเร็วของ Net Zero
4. การแข่งขันแย่งทรัพยากรเงินในโลกยุค Net Zero
ทุกประเทศกำลังเร่ง Net Zero “พร้อมกัน” ทำให้อุปสงค์แร่เงินพุ่งขึ้นพร้อมกันทั่วโลก ในขณะที่
เหมืองใหม่ใช้เวลา 10–20 ปี
เงินส่วนใหญ่เป็นผลพลอยได้จากเหมืองอื่น
อุปทานเพิ่มได้ช้ามาก
ผลเชิงภูมิรัฐศาสตร์คือ
การแข่งขันแย่งทรัพยากรเงินระหว่างประเทศ
การลงทุนเหมืองแร่เงินในต่างประเทศ
การทำสัญญาซื้อเงินระยะยาว
การสร้างคลังสำรองโลหะยุทธศาสตร์
แร่เงินกำลังเข้าสู่เวทีของ “ภูมิรัฐศาสตร์ทรัพยากรยุคใหม่”
5. ข้อจำกัดของเทคโนโลยีทดแทนเงิน
แม้จะมีความพยายามใช้
ทองแดง
อะลูมิเนียม
วัสดุนาโน
แทนเงินในพลังงานสะอาด แต่ยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่
ประสิทธิภาพต่ำกว่า
เสื่อมสภาพเร็วกว่า
อายุใช้งานสั้นกว่า
ความเสี่ยรด้านความปลอดภัยสูงกว่า
ต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งานสูงกว่า
กล่าวได้ว่า “เงินอาจแพงขึ้น แต่ของที่แทนเงินได้จริงยังแพงกว่าในระยะยาว”
6. แร่เงินกับตลาดการเงินโลก
ตลาดแร่เงินโลกมีลักษณะอันตราย 3 ประการ ได้แก่
1. ตลาดเล็ก แต่ถูกเก็งกำไรหนัก
2. ตลาดอนุพันธ์ใหญ่กว่าโลหะจริงหลายสิบเท่า
3. ความผันผวนสูงกว่าทองคำ 2–3 เท่า
ผลเชิงระบบคือ
ราคาถูกบิดเบือนจากแรงเก็งกำไร
เกิดฟองสบู่ราคา
ต้นทุนพลังงานสะอาดผันผวน
แผนพลังงานชาติไม่นิ่ง
แร่เงินจึงเป็น “สะพานเชื่อมความผันผวนตลาดการเงิน กับต้นทุนเศรษฐกิจจริงของโลก”
7. ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในตลาดแร่เงินโลก
ตลาดแร่เงินโลกกำลังเผชิญ ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างพร้อมกันหลายด้าน ได้แก่
อุปทานเพิ่มได้ช้ามาก
อุปสงค์ Net Zero เพิ่มถาวร
แหล่งผลิตกระจุกตัว
ลัทธิชาตินิยมทรัพยากร
ตลาดอนุพันธ์บิดเบือนราคา
รีไซเคิลไม่ทันอุปสงค์
โครงสร้างนี้ทำให้ตลาดแร่เงิน “มีแนวโน้มเข้าสู่วิกฤตมากกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดอื่น”
8. ภาพอนาคตของแร่เงินกับเศรษฐกิจโลก
จากการวิเคราะห์ทั้งเล่ม สามารถสรุปภาพอนาคตได้ 5 ประการ ได้แก่
(1) ตลาดเงินจะขาดดุลเชิงโครงสร้างเรื้อรัง
อุปสงค์เติบโตเร็วกว่าฝั่งอุปทานอย่างถาวร
(2) ราคาเงินมีแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว
แต่ผันผวนรุนแรงในระยะสั้น
(3) แร่เงินจะถูกยกระดับเป็นโลหะยุทธศาสตร์ระดับชาติ
(4) ความเสี่ยงวิกฤตแร่เงินโลกจะเพิ่มขึ้น
(5) บทบาทของแร่เงินจะใหญ่กว่าที่ตลาดคาดมาก
9. ใครได้ประโยชน์ และใครเสียประโยชน์
ผู้ได้ประโยชน์
ประเทศผู้ผลิตแร่เงิน
บริษัทเหมืองแร่
นักลงทุนระยะยาวในโลหะมีค่า
บริษัทที่ควบคุมห่วงโซ่อุปทานโลหะ
ผู้เสียประโยชน์
ประเทศผู้นำเข้าแร่เงินสุทธิ
อุตสาหกรรมโซลาร์และ EV
ผู้บริโภคไฟฟ้า
ประเทศกำลังพัฒนา
10. ข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Implications)
1. Net Zero ต้องมี “ยุทธศาสตร์โลหะ” ควบคู่
2. ต้องเร่งลงทุนเหมืองแร่เงินและรีไซเคิล
3. ต้องควบคุมแรงเก็งกำไรในตลาดโลหะ
4. ต้องสร้างคลังสำรองโลหะยุทธศาสตร์
5. ต้องทำสัญญาซื้อขายเงินระยะยาวระหว่างประเทศ
11. บทสรุปสุดท้าย
แร่เงินไม่ใช่แค่โลหะมีค่า ไม่ใช่แค่วัตถุดิบอุตสาหกรรม และไม่ใช่แค่สินทรัพย์การลงทุน แต่คือ “ทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่กำหนดอนาคตของเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21” ในโลกอนาคต “ประเทศที่เข้าใจบทบาทของแร่เงินก่อนจะได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ก่อน”

27 ม.ค. 2569
27 ม.ค. 2569
27 ม.ค. 2569